การขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI): คุณสมบัติโครงการ สิทธิประโยชน์ เงื่อนไข และการประเมินก่อนยื่นคำขอ

การขอ BOI คือการขอรับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งผูกกับเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมตลอดอายุโครงการ ก่อนยื่นคำขอ ผู้ลงทุนควรทราบว่ากิจการเข้าประเภทที่ให้การส่งเสริมหรือไม่ จะได้สิทธิประโยชน์ระดับใด ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใด และสิทธินั้นสัมพันธ์กับกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอย่างไร

ปรับปรุงล่าสุด · ผู้รับผิดชอบเนื้อหา เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย · กฎหมายที่อ้างทุกฉบับมีผลใช้บังคับ ณ วันที่ปรับปรุง

สาระสำคัญ

  • ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นบริษัท มูลนิธิ หรือสหกรณ์ แต่ยื่นคำขอก่อนจัดตั้งบริษัทได้ตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม
  • ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ๘/๒๕๖๕ กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า ๑ ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน ๓ ต่อ ๑ สำหรับโครงการริเริ่ม
  • การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา ๓๑ ต้องไม่เกินแปดปีนับแต่วันเริ่มมีรายได้ และโดยหลักกำหนดเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน
  • กิจการตามบัญชีสองหรือบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ได้รับการส่งเสริม ขอหนังสือรับรองตามมาตรา ๑๒ แทนการขอใบอนุญาตได้ ตลอดระยะเวลาที่ได้รับการส่งเสริม
  • การเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา ๕๔ ผูกกับการฝ่าฝืนเงื่อนไข และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๙๗/๒๕๕๙ วินิจฉัยว่าเหตุที่อยู่นอกเหนือการบังคับของผู้ได้รับการส่งเสริมไม่เป็นเหตุให้ต้องถูกเพิกถอน

ฐานทางกฎหมายของการส่งเสริมการลงทุนและผู้มีสิทธิยื่นคำขอ

การส่งเสริมการลงทุนเป็นการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ แก่โครงการที่ผ่านการพิจารณา ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นบริษัท มูลนิธิ หรือสหกรณ์ที่จัดตั้งตามกฎหมาย และมาตรา ๑๗ วรรคสามเปิดให้ยื่นคำขอก่อนจัดตั้งบริษัทได้ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการกำหนด1

สิทธิของผู้ลงทุนแต่ละรายเกิดจากกฎหมายสามชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกคือพระราชบัญญัติซึ่งกำหนดเพดานของสิทธิประโยชน์ เช่น ระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดตามมาตรา ๓๑ ชั้นที่สองคือประกาศคณะกรรมการตามมาตรา ๑๖ ซึ่งกำหนดประเภท ขนาด และเงื่อนไขของกิจการที่จะให้การส่งเสริม ชั้นที่สามคือบัตรส่งเสริมซึ่งคณะกรรมการออกให้ผู้ได้รับการส่งเสริมเป็นรายโครงการ พร้อมเงื่อนไขตามมาตรา ๒๐ การวิเคราะห์สิทธิของโครงการใดจึงเริ่มจากชั้นที่สองและสาม ไม่ใช่จากตัวพระราชบัญญัติเพียงลำพัง เพราะพระราชบัญญัติบอกเพียงว่าคณะกรรมการ “อาจ” ให้สิทธิใดได้บ้าง

ข้อกำหนดว่าผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง มีผลในทางปฏิบัติต่อผู้ลงทุนต่างชาติโดยตรง ผู้ลงทุนที่ยังไม่ได้จัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทยยื่นคำขอก่อนได้ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการกำหนด การยื่นก่อนจัดตั้งช่วยให้ทราบผลการพิจารณาก่อนตัดสินใจเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น ทุนจดทะเบียน และการโอนเงินลงทุนเข้าประเทศ ซึ่งเป็นลำดับที่ลดความเสี่ยงจากการลงทุนไปก่อนแล้วจึงพบว่ากิจการไม่เข้าเกณฑ์

พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๑๗ วรรคสอง วรรคสาม

“ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นบริษัท มูลนิธิหรือสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

การขอรับการส่งเสริมก่อนจัดตั้งเป็นบริษัท มูลนิธิหรือสหกรณ์ตามวรรคสอง ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและแบบที่เลขาธิการกำหนด”

กิจการและโครงการที่เข้าเกณฑ์การส่งเสริม

กิจการที่ขอรับการส่งเสริมได้ต้องอยู่ในบัญชีประเภทกิจการที่คณะกรรมการประกาศตามมาตรา ๑๖ และตัวโครงการต้องมีความเหมาะสมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีตามมาตรา ๑๘ ส่วนเกณฑ์เชิงตัวเลขกำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ๘/๒๕๖๕ เช่น เงินลงทุนขั้นต่ำและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน2,3,4

มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่งวางเกณฑ์เชิงนโยบายไว้สามแนว ได้แก่ กิจการที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ กิจการที่ใช้ทุน แรงงาน หรือบริการในอัตราสูง และกิจการที่ใช้ผลิตผลการเกษตรหรือทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ โดยคณะกรรมการต้องเห็นว่ากิจการนั้นยังไม่มี มีไม่เพียงพอ หรือมีแต่กรรมวิธีการผลิตยังไม่ทันสมัย เกณฑ์นี้อธิบายเหตุที่บัญชีประเภทกิจการเปลี่ยนไปตามยุทธศาสตร์ของรัฐ กิจการที่เคยได้รับการส่งเสริมอาจถูกงดตามมาตรา ๑๖ วรรคสาม เมื่อหมดความจำเป็น

พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๑๖ วรรคสอง

“ให้คณะกรรมการประกาศกำหนดประเภทและขนาดของกิจการที่จะให้การส่งเสริมการลงทุน โดยจะกำหนดเงื่อนไขในการให้การส่งเสริมไว้ด้วยก็ได้ และจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าวในเวลาใดก็ได้”

ถ้อยคำว่าคณะกรรมการจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกเงื่อนไข “ในเวลาใดก็ได้” เปิดประเด็นการตีความว่าการแก้ไขนั้นกระทบโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมไปแล้วหรือไม่ ตัวบทไม่ได้แยกไว้ แต่เมื่ออ่านร่วมกับมาตรา ๕๔ ซึ่งให้อำนาจเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เฉพาะกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข การตีความที่สอดคล้องกันทั้งระบบคือ การแก้ไขประกาศตามมาตรา ๑๖ มีผลต่อคำขอที่ยื่นหลังการแก้ไข ส่วนสิทธิตามบัตรส่งเสริมที่ออกแล้วถูกลดทอนได้ตามกลไกของมาตรา ๕๔ เท่านั้น จากการค้นฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ ยังไม่พบคำพิพากษาที่วินิจฉัยประเด็นนี้โดยตรง

มาตรา ๑๘ กำหนดปัจจัยหกประการที่คณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ ได้แก่ กำลังผลิตที่มีอยู่เทียบกับความต้องการ โอกาสขยายตลาด การใช้ทรัพยากรและแรงงานในประเทศ เงินตราต่างประเทศที่ประหยัดได้หรือนำเข้า ความเหมาะสมของกรรมวิธีการผลิต และหลักเกณฑ์อื่นที่คณะกรรมการเห็นว่าจำเป็น ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุที่คำขอรับการส่งเสริมต้องมีข้อมูลทางธุรกิจที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงแบบคำขอที่กรอกครบ

เกณฑ์เชิงตัวเลขที่ใช้อยู่ ณ วันที่ปรับปรุงหน้านี้อยู่ในประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ๘/๒๕๖๕ ข้อ ๕ สรุปได้ดังตาราง

เกณฑ์ทั่วไปข้อในประกาศ ที่ ๘/๒๕๖๕ผลต่อการวางโครงการ
เงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า ๑ ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน กิจการที่ใช้ฐานความรู้เป็นปัจจัยหลักคิดจากเงินเดือนบุคลากรต่อปีข้อ ๕.๓.๑แยกงบลงทุนในเครื่องจักร สิ่งปลูกสร้าง และค่าใช้จ่ายก่อนดำเนินงาน ออกจากค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนตั้งแต่ร่างแผนการลงทุน
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน ๓ ต่อ ๑ สำหรับโครงการริเริ่ม โครงการขยายพิจารณาเป็นรายกรณีข้อ ๕.๓.๒กำหนดทุนจดทะเบียนและสัดส่วนเงินกู้จากบริษัทในเครือให้สอดคล้องกันก่อนจดทะเบียนบริษัท
ใช้เครื่องจักรใหม่ ในกรณีทั่วไป เครื่องจักรใช้แล้วอายุไม่เกิน ๕ ปีนับเป็นเงินลงทุนเพื่อคำนวณวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แต่ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า อายุเกิน ๕ ปีแต่ไม่เกิน ๑๐ ปีใช้ได้แต่ไม่นับเป็นเงินลงทุนข้อ ๕.๑.๓การย้ายเครื่องจักรจากโรงงานต่างประเทศต้องมีใบรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ และกระทบวงเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นโดยตรง
กรรมวิธีการผลิตหรือขั้นตอนการให้บริการที่ทันสมัย และโครงการเงินลงทุนตั้งแต่ ๑๐ ล้านบาทต้องได้รับใบรับรองระบบคุณภาพ ISO 9000 หรือ ISO 14000 หรือมาตรฐานสากลที่เทียบเท่าข้อ ๕.๑.๒ และ ๕.๑.๔บรรจุการรับรองมาตรฐานไว้ในกำหนดการโครงการ
โครงการเงินลงทุนเกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทต้องเสนอรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการข้อ ๕.๓.๓จัดเตรียมรายงานเป็นส่วนหนึ่งของคำขอ

สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร

สิทธิด้านภาษีหลักมีสามส่วน ได้แก่ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรตามมาตรา ๒๘ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา ๓๑ ซึ่งต้องไม่เกินแปดปีนับแต่วันเริ่มมีรายได้ และการยกเว้นภาษีเงินปันผลจากกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา ๓๔ ระดับสิทธิของแต่ละโครงการขึ้นกับกลุ่มกิจการในประกาศคณะกรรมการ5,6,7

พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง

“ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ทั้งนี้ ให้พิจารณากำหนดเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ซึ่งต้องมีกำหนดเวลาไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการนั้น”

ถ้อยคำ “สัดส่วนของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน” หมายถึงวงเงินภาษีสูงสุดที่ได้รับยกเว้น เมื่อผู้ได้รับการส่งเสริมใช้สิทธิยกเว้นครบวงเงินนั้นแล้ว สิทธิสิ้นสุดแม้ยังไม่ครบระยะเวลา ในทางกลับกัน เมื่อครบระยะเวลาแล้ว สิทธิสิ้นสุดแม้ยังใช้วงเงินไม่หมด การประมาณการประโยชน์ทางภาษีของโครงการจึงต้องคำนวณทั้งสองตัวแปร ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนปี มาตรา ๓๑ วรรคสี่ยังเปิดให้คณะกรรมการอนุญาตให้นำผลขาดทุนระหว่างเวลายกเว้นไปหักจากกำไรสุทธิภายหลังระยะเวลายกเว้นได้ไม่เกินห้าปี ซึ่งมีผลมากสำหรับโครงการที่ขาดทุนในช่วงเริ่มต้น

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ๘/๒๕๖๕ ข้อ ๘ แบ่งระดับสิทธิประโยชน์ของกิจการเป็นกลุ่ม ดังนี้

กลุ่มยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสิทธิอื่นตามประกาศ
A1+๑๐–๑๓ ปี ไม่กำหนดวงเงินยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อส่งออกระยะเวลา ๑ ปี (ขยายได้) และสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษีอากร
A1๘ ปี ไม่กำหนดวงเงิน
A2๘ ปี วงเงินร้อยละ ๑๐๐ ของเงินลงทุน
A3๕ ปี วงเงินร้อยละ ๑๐๐ ของเงินลงทุน
A4๓ ปี วงเงินร้อยละ ๑๐๐ ของเงินลงทุน
Bไม่ได้รับยกเว้นยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อส่งออก และสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษีอากร

ระยะเวลาเกินแปดปีของกลุ่ม A1+ อาศัยมาตรา ๓๑/๑ ซึ่งเพิ่มโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงหรือกิจการวิจัยและพัฒนา ประเภทกิจการที่ระบุสิทธิไว้เป็นการเฉพาะในบัญชีประเภทกิจการมีผลเหนือตารางนี้

ประเด็นที่มีผลต่อจำนวนภาษีโดยตรงคือวิธีคำนวณภาษีเมื่อบริษัทมีทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๔๖/๒๕๖๑ ซึ่งเป็นมติที่ประชุมใหญ่ วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนมิได้กำหนดวิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ จึงต้องใช้ประมวลรัษฎากร และการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิต้องถือว่าทุกโครงการเป็นหน่วยภาษีเดียวกัน ต้องนำผลประกอบการของทุกโครงการที่ได้รับการส่งเสริมและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมมารวมคำนวณ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๐๖/๒๕๖๑ ใช้หลักเดียวกันกับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษีตามพระราชกฤษฎีกา ต่อมามาตรา ๓๒/๑ ซึ่งเพิ่มในปี ๒๕๖๐ บัญญัติให้การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของผู้ได้รับการส่งเสริมเป็นไปตามประมวลรัษฎากร8

ผลในทางปฏิบัติคือ บริษัทต้องวางระบบบัญชีแยกรายได้และต้นทุนของแต่ละบัตรส่งเสริมตั้งแต่วันเปิดดำเนินการ และกำหนดเกณฑ์ปันส่วนค่าใช้จ่ายร่วมที่อธิบายได้ ผลขาดทุนของกิจการหนึ่งอาจลดกำไรที่ได้รับยกเว้นของอีกกิจการหนึ่งในการคำนวณรวม ซึ่งกระทบการใช้วงเงินยกเว้นภาษีโดยตรง สำหรับบริษัทในกลุ่มข้ามชาติขนาดใหญ่ มูลค่าของการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลยังต้องประเมินร่วมกับกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มตามหลักเกณฑ์ภาษีขั้นต่ำระดับโลก ซึ่งสำนักงานวิเคราะห์ไว้ในบทความสิทธิประโยชน์ BOI กับภาษีส่วนเพิ่มของเว็บไซต์ภาษีของสำนักงาน

สิทธิและประโยชน์ที่มิใช่ภาษีอากร

สิทธิที่มิใช่ภาษีอากรตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผู้ลงทุนต่างชาติโดยตรงมีสี่เรื่อง ได้แก่ การนำช่างฝีมือและผู้ชำนาญการต่างด้าวเข้ามาตามมาตรา ๒๕ การอนุญาตทำงานตามตำแหน่งที่คณะกรรมการเห็นชอบตามมาตรา ๒๖ การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามมาตรา ๒๗ และการนำหรือส่งเงินออกนอกราชอาณาจักรเป็นเงินตราต่างประเทศตามมาตรา ๓๗9,10,11,12

พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๒๗

“ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามจำนวนที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร แม้ว่าจะเกินกำหนดที่จะพึงมีได้ตามกฎหมายอื่น

ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินเลิกกิจการที่ได้รับการส่งเสริมหรือโอนกิจการนั้นให้แก่ผู้อื่น ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องจำหน่ายที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เลิกหรือโอนกิจการ มิฉะนั้นให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน”

มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ “แม้ว่าจะเกินกำหนดที่จะพึงมีได้ตามกฎหมายอื่น” ซึ่งรวมถึงข้อจำกัดการถือที่ดินของคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน สิทธินี้ผูกกับวัตถุประสงค์ คือเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม และมีกำหนดสิ้นสุดตามวรรคสอง เมื่อเลิกหรือโอนกิจการ ผู้ได้รับการส่งเสริมที่เป็นคนต่างด้าวต้องจำหน่ายที่ดินภายในหนึ่งปี แผนออกจากการลงทุน เช่น การขายกิจการให้ผู้ซื้อต่างชาติ จึงต้องรวมการจัดการที่ดินไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอจนเลิกกิจการ

มาตรา ๒๕ ให้คณะกรรมการอนุญาตให้นำช่างฝีมือ ผู้ชำนาญการ คู่สมรส และบุคคลในอุปการะเข้ามาในราชอาณาจักรได้ แม้จะเกินอัตราจำนวนหรือระยะเวลาตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และมาตรา ๒๖ ให้บุคคลเหล่านั้นทำงานได้เฉพาะตำแหน่งที่คณะกรรมการเห็นชอบ การขออนุมัติตำแหน่งจึงต้องสอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรจริง ตำแหน่งที่ไม่ได้รับความเห็นชอบไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้

มาตรา ๓๗ รับรองการส่งเงินทุนที่นำเข้ามา เงินปันผล เงินกู้ต่างประเทศตามสัญญาที่คณะกรรมการเห็นชอบ และเงินตามสัญญาการใช้สิทธิที่คณะกรรมการเห็นชอบ ออกนอกราชอาณาจักรเป็นเงินตราต่างประเทศ วรรคสองให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจำกัดได้ชั่วคราวเมื่อดุลการชำระเงินมีปัญหา แต่วางเพดานขั้นต่ำไว้ว่าจะไม่จำกัดการส่งเงินทุนต่ำกว่าร้อยละยี่สิบต่อปีหลังนำเข้ามาแล้วสองปี และไม่จำกัดการส่งเงินปันผลต่ำกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีของเงินทุนที่นำเข้ามา ความคุ้มครองนี้มีคุณค่าต่อผู้ลงทุนที่ต้องประเมินความเสี่ยงด้านการโอนเงิน ส่วนภาระภาษีของการส่งเงินปันผลออกนอกประเทศเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาตามประมวลรัษฎากรและอนุสัญญาภาษีซ้อน

ความสัมพันธ์กับพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

คนต่างด้าวที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการตามบัญชีสองหรือบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ แต่ต้องแจ้งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อขอหนังสือรับรองตามมาตรา ๑๒ ซึ่งต้องออกภายในสามสิบวัน และได้รับยกเว้นเฉพาะตลอดระยะเวลาที่ได้รับการส่งเสริม13

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒

“ในกรณีที่ธุรกิจของคนต่างด้าวซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตเป็นหนังสือให้ประกอบอุตสาหกรรมหรือประกอบการค้าเพื่อส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือตามกฎหมายอื่น เป็นธุรกิจตามบัญชีสองหรือบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้คนต่างด้าวดังกล่าวแจ้งต่ออธิบดีเพื่อขอหนังสือรับรอง เมื่ออธิบดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบความถูกต้องของบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือหนังสืออนุญาตดังกล่าวแล้ว ให้อธิบดีออกหนังสือรับรองโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือหนังสืออนุญาต แล้วแต่กรณี ในกรณีนี้ให้คนต่างด้าวดังกล่าวนั้น ได้รับยกเว้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๒ ตลอดระยะเวลาที่ธุรกิจนั้นได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรมหรือประกอบการค้าเพื่อส่งออก แล้วแต่กรณี

การออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด”

มาตรา ๑๒ ครอบคลุมเฉพาะธุรกิจตามบัญชีสองและบัญชีสาม ธุรกิจตามบัญชีหนึ่งซึ่งห้ามคนต่างด้าวประกอบด้วยเหตุผลพิเศษไม่เข้าเงื่อนไขนี้ การส่งเสริมการลงทุนจึงเป็นเส้นทางให้ผู้ลงทุนต่างชาติถือหุ้นข้างมากหรือทั้งหมดในกิจการตามบัญชีสองหรือบัญชีสามได้ แต่ไม่ใช่เส้นทางสำหรับทุกธุรกิจ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนยังกำหนดเงื่อนไขเรื่องสัญชาติและจำนวนผู้ถือหุ้นในบัตรส่งเสริมได้ตามมาตรา ๒๐ (๒)

ถ้อยคำ “ตลอดระยะเวลาที่ธุรกิจนั้นได้รับการส่งเสริมการลงทุน” เป็นจุดที่ต้องวางแผนระยะยาว เมื่อบัตรส่งเสริมสิ้นผลหรือถูกเพิกถอน ข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๒ สิ้นไปด้วย บริษัทที่คนต่างด้าวถือหุ้นข้างมากและยังประกอบธุรกิจตามบัญชีสองหรือบัญชีสามต่อไปต้องมีฐานทางกฎหมายอื่น เช่น ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การวิเคราะห์เส้นทางลงทุนจึงควรเปรียบเทียบการส่งเสริมการลงทุนกับการขอใบอนุญาตตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เลือกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว

เงื่อนไขในบัตรส่งเสริมและหน้าที่ภายหลังได้รับอนุมัติ

มาตรา ๒๐ ให้คณะกรรมการกำหนดเงื่อนไขไว้ในบัตรส่งเสริมได้ ๒๐ เรื่อง ตั้งแต่ทุนและสัญชาติผู้ถือหุ้น ขนาดกิจการ บุคลากร สิ่งแวดล้อม ระยะเวลานำเข้าเครื่องจักร วันเปิดดำเนินการ ไปจนถึงการรายงานผล เงื่อนไขเหล่านี้คือมาตรฐานที่ใช้วัดว่าผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ตามมาตรา ๕๔14

เงื่อนไขตามมาตรา ๒๐ แบ่งได้เป็นห้ากลุ่มเพื่อการบริหารโครงการ กลุ่มแรกคือโครงสร้างทุน ได้แก่ จำนวนทุน แหล่งที่มาของทุน สัญชาติและจำนวนผู้ถือหุ้นตามมาตรา ๒๐ (๑) และ (๒) กลุ่มที่สองคือขอบเขตโครงการ ได้แก่ ขนาดกิจการ ชนิดผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีการผลิต และกำลังผลิตตาม (๓) กลุ่มที่สามคือบุคลากรและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สัญชาติและจำนวนคนงาน การฝึกอบรม และการป้องกันผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมตาม (๕) ถึง (๗) กลุ่มที่สี่คือกำหนดเวลา ได้แก่ การเริ่มปฏิบัติตามโครงการ การสั่งซื้อและนำเข้าเครื่องจักร การขยายระยะเวลา และวันเปิดดำเนินการตาม (๘) ถึง (๑๓) กลุ่มที่ห้าคือการรายงานและการกำกับ ได้แก่ การรายงานผล มาตรฐานผลิตภัณฑ์ การจำหน่าย และหลักประกันตาม (๑๔) ถึง (๒๐)

กลุ่มที่สี่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะผูกกับวันที่ที่ผ่านไปโดยไม่มีผู้ใดแจ้งเตือน มาตรา ๒๐ (๑๒) รับรองว่าการขยายระยะเวลาเป็นเรื่องที่คณะกรรมการกำหนดได้ การขอขยายจึงต้องยื่นก่อนครบกำหนด พร้อมเหตุผลที่ตรวจสอบได้ สำนักงานแนะนำให้ผู้ได้รับการส่งเสริมจัดทำตารางกำหนดเวลาตามบัตรส่งเสริมทุกฉบับตั้งแต่วันได้รับบัตร และกำหนดผู้รับผิดชอบรายงานผลต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

การเพิกถอนสิทธิและประโยชน์และภาระภาษีอากรย้อนหลัง

มาตรา ๕๔ ให้คณะกรรมการเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ทั้งหมดหรือบางส่วนได้เมื่อผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และมาตรา ๕๕ ให้ถือว่าผู้ได้รับการส่งเสริมไม่เคยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรสำหรับของที่นำเข้าหรือส่งออกมาแต่ต้นเมื่อถูกเพิกถอนทั้งหมด การเพิกถอนจึงสร้างภาระภาษีย้อนหลัง ไม่ใช่เพียงยุติสิทธิในอนาคต15,16

พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๕๔

“ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมทั้งหมดหรือบางส่วนโดยจะกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้

ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า การที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นมิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ จะสั่งให้สำนักงานเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขภายในเวลาที่กำหนดก่อนก็ได้ แต่เมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้วผู้ได้รับการส่งเสริมยังมิได้แก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้คณะกรรมการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง”

มาตรา ๕๔ วรรคสองแยกการฝ่าฝืนโดยจงใจออกจากการฝ่าฝืนที่มิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ สำหรับกรณีหลัง คณะกรรมการอาจสั่งให้เตือนเป็นหนังสือให้แก้ไขภายในเวลาที่กำหนดก่อน และจะเพิกถอนได้เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วยังไม่แก้ไขโดยไม่มีเหตุอันสมควร โครงสร้างนี้ทำให้พฤติการณ์ของผู้ได้รับการส่งเสริมเป็นข้อเท็จจริงที่มีผลต่อคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๙๗/๒๕๕๙

ผู้ได้รับการส่งเสริมผลิตชิ้นส่วนรองเท้าและได้รับยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบโดยมีเงื่อนไขให้ใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก วัตถุดิบถูกไฟไหม้โดยผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้ก่อหรือมีส่วนร่วมหรือประมาทเลินเล่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขเกิดจากพฤติการณ์นอกเหนือการบังคับและเป็นการพ้นวิสัย มิใช่การฝ่าฝืนโดยจงใจ จึงยังไม่เป็นเหตุให้ต้องถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ คำฟ้องเรียกค่าภาษีอากร ๔,๗๔๓,๘๙๘.๘๙ บาท พร้อมเงินเพิ่มจึงไม่มีฐาน17

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๗๘/๒๕๓๓

คณะกรรมการเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่งโดยไม่มีคำเตือนตามวรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินเพิ่มตามมาตรา ๕๕ วรรคสี่ซึ่งผูกกับการไม่ปฏิบัติตามคำเตือนใช้บังคับไม่ได้ แต่เมื่อผู้ได้รับการส่งเสริมไม่ชำระภาษีอากรภายในกำหนดตามมาตรา ๕๕ วรรคสาม ย่อมต้องเสียเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ จัตวา18

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๑๐/๒๕๓๘

คณะกรรมการเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่เหลืออยู่ตามบัตรส่งเสริมตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการเพิกถอนบางส่วน ของที่นำเข้าก่อนวันดังกล่าวจึงยังได้รับยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา ๕๕ วรรคสอง ภาระภาษีย้อนหลังจึงจำกัดเฉพาะส่วนที่ถูกเพิกถอน19

คำพิพากษาทั้งสามให้หลักสามประการที่ใช้ได้ทันที ประการที่หนึ่ง พฤติการณ์ที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขต้องมีหลักฐานร่วมสมัย เช่น รายงานเหตุ รายงานความเสียหาย และหนังสือแจ้งสำนักงาน เพราะความไม่จงใจเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ ประการที่สอง เมื่อได้รับคำสั่งเพิกถอน ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องแจ้งขอชำระภาษีอากรภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งตามมาตรา ๕๕ วรรคสาม มิฉะนั้นเงินเพิ่มจะเริ่มเดิน ประการที่สาม ขอบเขตของคำสั่ง ทั้งในเชิงเวลาและรายการสินค้า เป็นตัวกำหนดจำนวนภาษีย้อนหลัง การตรวจถ้อยคำในคำสั่งเพิกถอนจึงเป็นขั้นแรกของการโต้แย้ง

กฎหมายเปรียบเทียบ ความมั่นคงของสิทธิประโยชน์เมื่อรัฐเปลี่ยนนโยบาย

กฎหมายไทยไม่มีบทคุ้มครองสิทธิประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยตรง ความมั่นคงของสิทธิมาจากการที่มาตรา ๕๔ จำกัดเหตุเพิกถอนไว้ที่การฝ่าฝืนเงื่อนไข ขณะที่เวียดนามเขียนหลักประกันไว้ในกฎหมายการลงทุน อินเดียใช้หลักกฎหมายปิดปากตามคำมั่น และคดีโรมาเนียแสดงผลของการยกเลิกสิทธิประโยชน์ก่อนกำหนดในระดับระหว่างประเทศ

เวียดนาม Law on Investment No. 61/2020/QH14 (กฎหมายการลงทุน) มาตรา ๑๓ ว่าด้วยหลักประกันการลงทุนเมื่อกฎหมายเปลี่ยนแปลง (guarantees upon changes of laws) กำหนดว่าเมื่อกฎหมายใหม่ให้สิทธิประโยชน์น้อยกว่าเดิม ผู้ลงทุนยังได้รับสิทธิเดิมตลอดระยะเวลาที่เหลือของโครงการ เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงเกิดจากเหตุด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรม สาธารณสุข หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งกฎหมายกำหนดมาตรการเยียวยา เช่น การหักความเสียหายที่เกิดจริงออกจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และผู้ลงทุนต้องยื่นคำขอภายในสามปีนับแต่กฎหมายใหม่มีผล20 แบบนี้เรียกว่าบทรักษาเสถียรภาพ (stabilisation clause) ในระดับกฎหมาย

ศาลสูงสุดของอินเดีย (Supreme Court of India) วางหลักไว้สองด้าน ในคดี Kasinka Trading v. Union of India (1995) รัฐบาลออกประกาศยกเว้นอากรศุลกากรเม็ดพลาสติก PVC ให้มีผลถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๑๙๘๑ แต่ยกเลิกก่อนครบกำหนด ผู้นำเข้าอ้างว่าได้สั่งซื้อสินค้าโดยเชื่อตามประกาศ ศาลวินิจฉัยว่าหลักกฎหมายปิดปากตามคำมั่น (promissory estoppel) ใช้ไม่ได้ เพราะการยกเว้นเป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายซึ่งเพิกถอนได้เมื่อประโยชน์สาธารณะต้องการ21 ส่วนคดี State of Punjab v. Nestle India (2004) รัฐบาลประกาศยกเลิกภาษีการซื้อนมและบริษัทดำเนินการโดยเชื่อตามนั้น แล้วรัฐกลับเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ศาลวินิจฉัยว่ารัฐต้องผูกพันตามคำมั่นเมื่อมีคำมั่นที่ชัดเจน ผู้ลงทุนเชื่อโดยสุจริตและเปลี่ยนฐานะ เว้นแต่รัฐพิสูจน์ประโยชน์สาธารณะที่เหนือกว่าได้22 ข้อแตกต่างของสองคดีอยู่ที่ว่ารัฐเพียงปรับนโยบายสำหรับอนาคต หรือย้อนกลับไปเก็บภาระจากการกระทำที่ผู้ลงทุนได้ทำไปแล้ว

คดีตระกูลมิคูลา (Micula) เป็นตัวอย่างระดับระหว่างประเทศ โรมาเนียให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุนในพื้นที่ด้อยโอกาสตามกฎหมายฉุกเฉิน Emergency Government Ordinance No 24/1998 แล้วยกเลิกสิทธิส่วนใหญ่โดยมีผลวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๕ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ความช่วยเหลือของรัฐ (state aid) ก่อนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป คณะอนุญาโตตุลาการของศูนย์ระงับข้อพิพาทการลงทุนระหว่างประเทศ (ICSID) ชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๐๑๓ ว่าโรมาเนียละเมิดความตกลงคุ้มครองการลงทุนระหว่างสวีเดนกับโรมาเนีย และศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union) องค์คณะใหญ่ วินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๐๒๒ ว่าคณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจพิจารณาการจ่ายค่าเสียหายตามคำชี้ขาดในฐานะความช่วยเหลือของรัฐ เพราะสิทธิได้รับค่าเสียหายเกิดจากคำชี้ขาดซึ่งออกภายหลังการเข้าเป็นสมาชิก23 คดีนี้แสดงว่าการยกเลิกสิทธิประโยชน์ก่อนกำหนดอาจกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับผู้ลงทุนที่ยืดเยื้อกว่าสิบห้าปีนับจากวันที่การยกเลิกมีผล

เมื่อย้อนกลับมาที่กฎหมายไทย ผู้ลงทุนไม่มีบทรักษาเสถียรภาพแบบเวียดนาม แต่มีหลักประกันสามชั้น ชั้นแรกคือมาตรา ๕๔ ที่จำกัดการเพิกถอนไว้ที่การฝ่าฝืนเงื่อนไข ชั้นที่สองคือหลักคุ้มครองความเชื่อโดยสุจริตในกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งสำนักงานวิเคราะห์ไว้ในบทความเรื่องมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศกับการคุ้มครองการลงทุนบนเว็บไซต์ eksiamlegal.com ชั้นที่สามสำหรับผู้ลงทุนต่างชาติคือความตกลงคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศของผู้ลงทุน ความเสี่ยงที่เหลืออยู่คือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีหรือกฎหมายอื่นที่ลดมูลค่าของสิทธิโดยไม่ได้เพิกถอนบัตรส่งเสริม ซึ่งต้องประเมินเป็นรายโครงการ

นิติเศรษฐศาสตร์และการคลังสาธารณะของการยกเว้นภาษี

ในทางเศรษฐศาสตร์ การยกเว้นภาษีเป็นรายจ่ายของรัฐที่ไม่ปรากฏในงบประมาณ งานวิจัยชี้ว่าการยกเว้นภาษีช่วงเวลาหนึ่งอาจดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้ในบางภูมิภาค แต่ไม่พบว่าช่วยเพิ่มการลงทุนรวมของภาคเอกชน การออกแบบของไทยที่ผูกวงเงินยกเว้นกับจำนวนเงินลงทุนตามมาตรา ๓๑ ช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้บางส่วน

Zee, Stotsky และ Ley (2002) วิเคราะห์เครื่องมือจูงใจการลงทุนทางภาษีสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และชี้ว่าการยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลา (tax holiday) มีข้อเสียเชิงโครงสร้างเมื่อเทียบกับการให้หักค่าลงทุนหรือเครดิตภาษีที่ผูกกับเงินลงทุน เพราะประโยชน์ตกแก่โครงการที่ทำกำไรเร็วมากกว่าโครงการที่ลงทุนระยะยาว และเปิดช่องให้ย้ายกำไรจากกิจการอื่นเข้ามาอยู่ในกิจการที่ได้รับยกเว้น24 ข้อสังเกตหลังนี้ตรงกับประเด็นที่ศาลฎีกาวางไว้ในคำพิพากษาที่ ๔๕๔๖/๒๕๖๑ ซึ่งบังคับให้คำนวณทุกกิจการเป็นหน่วยภาษีเดียว ทำให้การปันส่วนกำไรระหว่างกิจการที่ได้รับยกเว้นกับกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นเป็นประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

Klemm และ Van Parys (2012) ศึกษาข้อมูลสิทธิประโยชน์ทางภาษีของประเทศในละตินอเมริกา แคริบเบียน และแอฟริกา มากกว่า ๔๐ ประเทศ ช่วง ค.ศ. ๑๙๘๕–๒๐๐๔ พบหลักฐานว่าประเทศต่าง ๆ แข่งขันกันด้วยการยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลา และอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกับระยะเวลายกเว้นที่ยาวดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้ในละตินอเมริกาและแคริบเบียนแต่ไม่พบในแอฟริกา และไม่พบว่าสิทธิประโยชน์ใดเพิ่มการสะสมทุนถาวรของภาคเอกชนโดยรวม25 ผลนี้อธิบายเหตุที่ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนฉบับปัจจุบันจัดระดับสิทธิตามประเภทกิจการ และกำหนดวงเงินยกเว้นเป็นร้อยละของเงินลงทุนสำหรับกลุ่ม A2 ถึง A4 ซึ่งเป็นการผูกสิทธิกับการลงทุนจริงมากกว่ากับกำไรที่เกิดขึ้น

สำหรับผู้ลงทุน ข้อสรุปเชิงเศรษฐศาสตร์มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจ มูลค่าที่แท้จริงของการส่งเสริมการลงทุนคือมูลค่าปัจจุบันของภาษีที่ประหยัดได้ภายใต้วงเงินและระยะเวลา หักด้วยต้นทุนการปฏิบัติตามเงื่อนไขและความเสี่ยงที่จะถูกเพิกถอน สำหรับโครงการที่คาดว่าจะมีกำไรช้าหรือกำไรต่ำในปีแรก สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าและสิทธิที่มิใช่ภาษีอากร เช่น การถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและการนำผู้ชำนาญการต่างด้าวเข้ามา อาจมีมูลค่ามากกว่าการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

นิติปรัชญา ความคงที่ของกฎหมายกับความชอบธรรมของการเพิกถอน

Lon L. Fuller วางหลักว่ากฎหมายที่ดีต้องมีความคงที่ตามกาลเวลา (constancy of the law through time) เพราะผู้อยู่ใต้กฎหมายวางแผนชีวิตและกิจการตามกฎหมายที่มีอยู่ การที่มาตรา ๕๔ จำกัดเหตุเพิกถอนไว้ที่การฝ่าฝืนเงื่อนไข สะท้อนหลักนี้ในกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของไทย26

Fuller อธิบายว่าการเปลี่ยนกฎหมายบ่อยเกินไปทำลายความสามารถของผู้คนในการกำหนดการกระทำของตนตามกฎหมาย ในบริบทของการส่งเสริมการลงทุน ผู้ลงทุนตัดสินใจสร้างโรงงานและนำเครื่องจักรเข้ามาโดยอาศัยบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ให้ประโยชน์ หากรัฐเพิกถอนสิทธิได้ตามนโยบายที่เปลี่ยนไป คำมั่นของรัฐจะไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนจึงแยกอำนาจสองประเภทไว้ชัด อำนาจเปลี่ยนนโยบายสำหรับอนาคตอยู่ในมาตรา ๑๖ อำนาจลดทอนสิทธิที่ให้ไปแล้วอยู่ในมาตรา ๕๔ และผูกกับความรับผิดชอบของผู้ได้รับการส่งเสริมเอง ส่วนมาตรา ๕๔ วรรคสองที่แยกการฝ่าฝืนโดยไม่จงใจ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๙๗/๒๕๕๙ ที่ไม่ลงโทษผู้ได้รับการส่งเสริมจากเหตุที่อยู่นอกเหนือการบังคับ สอดคล้องกับหลักความรับผิดตามความผิด ซึ่งเป็นฐานความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐ

การประเมินความเป็นไปได้ก่อนยื่นคำขอรับการส่งเสริม

สำนักงานประเมินโครงการก่อนยื่นคำขอใน ๖ ประเด็น ได้แก่ ประเภทกิจการที่ตรงกับกิจกรรมจริง เกณฑ์ทั่วไปตามประกาศ ที่ ๘/๒๕๖๕ ระดับสิทธิประโยชน์และวงเงินภาษี ความสัมพันธ์กับพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เงื่อนไขที่คาดว่าจะอยู่ในบัตรส่งเสริม และภาระภาษีของผู้ถือหุ้นเมื่อส่งเงินปันผลออก ผลการประเมินเป็นรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้ตัดสินใจก่อนลงทุนจริง

  1. ข้อเท็จจริงของโครงการ กิจกรรมที่ทำจริง ผลิตภัณฑ์หรือบริการ ขนาดการลงทุน แผนเครื่องจักร บุคลากรต่างชาติ ที่ตั้ง และโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ตั้งใจ
  2. จับคู่ประเภทกิจการและกลุ่มสิทธิ ตรวจว่ากิจกรรมตรงกับประเภทใดในบัญชีประเภทกิจการ และได้สิทธิกลุ่มใด พร้อมเงื่อนไขเฉพาะของประเภทนั้น
  3. ตรวจเกณฑ์ทั่วไป เงินลงทุนขั้นต่ำ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน เครื่องจักรใหม่หรือใช้แล้ว มาตรฐานระบบคุณภาพ และรายงานการศึกษาความเหมาะสมเมื่อจำเป็น
  4. เปรียบเทียบเส้นทางลงทุน การส่งเสริมการลงทุนเทียบกับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และผลเมื่อบัตรส่งเสริมสิ้นผล
  5. ประมาณการประโยชน์และภาระ วงเงินและระยะเวลายกเว้นภาษี สิทธิที่มิใช่ภาษีอากร ต้นทุนการปฏิบัติตามเงื่อนไข และภาษีเมื่อส่งเงินปันผลออกนอกประเทศ
  6. รายงานและขั้นตอนต่อไป ความเห็นว่าควรยื่นหรือไม่ รายการเอกสาร ลำดับการจัดตั้งบริษัทและการยื่นคำขอ และกำหนดเวลาที่ต้องบริหารหลังได้รับบัตร

การปรึกษาหนึ่งเรื่อง ๔๕ นาที ค่าบริการ ๔,๙๐๐ บาท เป็นจุดเริ่มสำหรับผู้ที่ต้องการทราบว่ากิจการมีเหตุให้พิจารณาการส่งเสริมหรือไม่ งานประเมินเต็มรูปแบบและงานยื่นคำขอทั้งโครงการ สำนักงานแจ้งขอบเขต ผลส่งมอบ ระยะเวลา และค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน โดยแยกค่าบริการของหน่วยงานภายนอกและค่าแปลเอกสารไว้ชัดเจน

คำถามก่อนว่าจ้าง

คำถามที่ผู้ลงทุนมักตั้งก่อนตัดสินใจขอ BOI และก่อนว่าจ้างสำนักงานประเมินโครงการ

ขอ BOI ต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำเท่าไร

ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ๘/๒๕๖๕ ข้อ ๕.๓.๑ กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า ๑ ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน เว้นแต่บัญชีประเภทกิจการกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ และกิจการที่ใช้ฐานความรู้เป็นปัจจัยหลักคิดจากเงินเดือนบุคลากรต่อปี

ยื่นขอรับการส่งเสริมก่อนจดทะเบียนบริษัทได้หรือไม่

ได้ มาตรา ๑๗ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ ให้ขอรับการส่งเสริมก่อนจัดตั้งเป็นบริษัทได้ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการกำหนด ส่วนผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นบริษัท มูลนิธิ หรือสหกรณ์ตามวรรคสอง

ได้รับการส่งเสริมแล้ว บริษัทต่างชาติถือหุ้นทั้งหมดได้หรือไม่

สำหรับกิจการตามบัญชีสองหรือบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ คนต่างด้าวที่ได้รับการส่งเสริมขอหนังสือรับรองตามมาตรา ๑๒ แทนใบอนุญาตได้ แต่คณะกรรมการยังกำหนดเงื่อนไขเรื่องสัญชาติผู้ถือหุ้นในบัตรส่งเสริมได้ตามมาตรา ๒๐ (๒) และธุรกิจตามบัญชีหนึ่งไม่เข้ามาตรา ๑๒

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้กี่ปี

มาตรา ๓๑ กำหนดไม่เกินแปดปีนับแต่วันเริ่มมีรายได้ และโดยหลักกำหนดเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ประกาศ ที่ ๘/๒๕๖๕ กำหนดกลุ่ม A1+ ๑๐–๑๓ ปี A1 และ A2 ๘ ปี A3 ๕ ปี A4 ๓ ปี และกลุ่ม B ไม่ได้รับยกเว้น

ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริม จะถูกเพิกถอนทันทีหรือไม่

มาตรา ๕๔ ให้อำนาจเพิกถอนเมื่อฝ่าฝืนเงื่อนไข แต่ถ้าการฝ่าฝืนมิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ คณะกรรมการอาจให้เตือนเป็นหนังสือให้แก้ไขก่อน และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๙๗/๒๕๕๙ วินิจฉัยว่าเหตุไฟไหม้วัตถุดิบซึ่งอยู่นอกเหนือการบังคับของผู้ได้รับการส่งเสริมไม่เป็นเหตุให้ต้องถูกเพิกถอน

ค่าบริการประเมินความเป็นไปได้คิดอย่างไร

เริ่มจากการปรึกษาหนึ่งเรื่อง ๔๕ นาที ค่าบริการ ๔,๙๐๐ บาท งานประเมินเต็มรูปแบบและงานยื่นคำขอทั้งโครงการ สำนักงานแจ้งขอบเขต ผลส่งมอบ ระยะเวลา และค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน

ผู้รับผิดชอบงาน

งานประเมินการส่งเสริมการลงทุนอยู่ในความรับผิดชอบของ เอกสยาม ชัยศร ที่ปรึกษากฎหมาย ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ ได้แก่ ระดับปริญญาโท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) สาขากฎหมายระหว่างประเทศ (กฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ) คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) สาขากฎหมายการค้าระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และระดับปริญญาโท หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) สาขากฎหมายการเงินและภาษีอากร คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประวัติและคุณวุฒิฉบับเต็ม

เชิงอรรถ

  1. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๑๗ บัญญัติว่า “ผู้ใดประสงค์จะเป็นผู้ได้รับการส่งเสริม ต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการและแบบที่เลขาธิการกำหนด พร้อมด้วยโครงการลงทุนที่ขอรับการส่งเสริม ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นบริษัท มูลนิธิหรือสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น การขอรับการส่งเสริมก่อนจัดตั้งเป็นบริษัท มูลนิธิหรือสหกรณ์ตามวรรคสอง ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและแบบที่เลขาธิการกำหนด” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  2. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า “กิจการที่คณะกรรมการจะพึงให้การส่งเสริมการลงทุนได้ ต้องเป็นกิจการที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ กิจการที่ใช้ทุน แรงงาน หรือบริการในอัตราสูง หรือกิจการที่ใช้ผลิตผลการเกษตร หรือทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่ากิจการนั้นยังไม่มีในราชอาณาจักร หรือมีในราชอาณาจักรไม่เพียงพอ หรือกรรมวิธีการผลิตยังไม่ทันสมัย ให้คณะกรรมการประกาศกำหนดประเภทและขนาดของกิจการที่จะให้การส่งเสริมการลงทุน โดยจะกำหนดเงื่อนไขในการให้การส่งเสริมไว้ด้วยก็ได้ และจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าวในเวลาใดก็ได้ ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า กิจการใดที่ได้ประกาศให้การส่งเสริมการลงทุนตามวรรคสองหมดความจำเป็นที่จะต้องให้การส่งเสริมการลงทุนต่อไปแล้ว คณะกรรมการจะประกาศงดให้การส่งเสริมการลงทุนกิจการนั้นไว้ชั่วคราว หรือเป็นการถาวรก็ได้” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  3. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๑๘ บัญญัติว่า “โครงการลงทุนที่คณะกรรมการจะให้การส่งเสริมได้ต้องเป็นโครงการลงทุนที่มีความเหมาะสมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทั้งนี้ ให้พิจารณาถึง (๑) จำนวนผู้ผลิตและกำลังผลิตในกิจการที่มีอยู่แล้วในราชอาณาจักร เปรียบเทียบกับประมาณการความต้องการและขนาดกำลังผลิตที่จะส่งเสริมให้เกิดหรือเพิ่มขึ้น (๒) โอกาสที่กิจการนั้นจะขยายตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลที่ผลิตหรือประกอบได้ในราชอาณาจักร และที่จะสนับสนุนให้มีการผลิตหรือประกอบในราชอาณาจักร (๓) ปริมาณและอัตราการใช้ทรัพยากร รวมทั้งทุน วัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็น และแรงงานหรือบริการอย่างอื่นที่มีอยู่ในราชอาณาจักร (๔) จำนวนเงินตราต่างประเทศที่จะประหยัดหรือสงวนไว้ได้และที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักร (๕) ความเหมาะสมของกรรมวิธีการผลิตหรือประกอบ (๖) หลักเกณฑ์อื่นที่คณะกรรมการเห็นว่าจำเป็นและเหมาะสม” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  4. ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ๘/๒๕๖๕ เรื่อง นโยบายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ ข้อ ๕.๑.๒ (กรรมวิธีการผลิตหรือขั้นตอนการให้บริการที่ทันสมัย) ข้อ ๕.๑.๓ (เครื่องจักรใหม่ และหลักเกณฑ์เครื่องจักรใช้แล้วอายุไม่เกิน ๕ ปี และเกิน ๕ ปีแต่ไม่เกิน ๑๐ ปี) ข้อ ๕.๑.๔ (ใบรับรองระบบคุณภาพสำหรับโครงการเงินลงทุนตั้งแต่ ๑๐ ล้านบาท) ข้อ ๕.๓.๑ (เงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า ๑ ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ข้อ ๕.๓.๒ (อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน ๓ ต่อ ๑ สำหรับโครงการริเริ่ม) ข้อ ๕.๓.๓ (โครงการเงินลงทุนเกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท) และข้อ ๘ (กลุ่มสิทธิและประโยชน์ A1+ ถึง B) boi.go.th/upload/content/8_2565.pdf หน้านโยบายของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนยังระบุประกาศฉบับนี้เป็นนโยบายและหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ ณ วันที่ตรวจ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ ไฟล์ต้นฉบับแสดงสระอำไม่ครบ หน้านี้จึงสรุปสาระแทนการยกถ้อยคำ ↩
  5. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓๑ บัญญัติว่า “ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ทั้งนี้ ให้พิจารณากำหนดเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ซึ่งต้องมีกำหนดเวลาไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการนั้น ในกรณีที่กิจการใดเป็นกิจการที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประเทศเป็นพิเศษตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ให้ผู้ได้รับการส่งเสริมในกิจการดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการนั้น รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี ให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร ในกรณีที่ประกอบกิจการขาดทุนในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี คณะกรรมการอาจอนุญาตให้ผู้ได้รับการส่งเสริมนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ การคำนวณเงินลงทุนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  6. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๒๘ บัญญัติว่า “ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรตามที่คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ แต่เครื่องจักรนั้นต้องไม่เป็นเครื่องจักรที่ผลิตหรือประกอบได้ในราชอาณาจักร ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกันกับชนิดที่ผลิตในต่างประเทศ และมีปริมาณเพียงพอที่จะจัดหามาใช้ได้” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  7. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓๔ บัญญัติว่า “เงินปันผลจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๑/๑ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตลอดระยะเวลาที่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้าได้จ่ายภายในหกเดือนนับแต่วันพ้นระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ก็ให้ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  8. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๔๖/๒๕๖๑ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๑) วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมกี่โครงการ การคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิต้องถือว่าทุกโครงการเป็นหน่วยภาษีเดียวกัน และต้องนำผลประกอบการของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมทุกโครงการและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมมารวมคำนวณ · คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๐๖/๒๕๖๑ วินิจฉัยว่าการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ๓๘๗) พ.ศ. ๒๕๔๔ และ (ฉบับที่ ๔๗๕) พ.ศ. ๒๕๕๑ ต้องนำกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมมารวมคำนวณ (ตรวจจาก deka.supremecourt.or.th ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙) ↩
  9. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๒๕ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเพียงเท่าที่พระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวซึ่งเป็น (๑) ช่างฝีมือ (๒) ผู้ชำนาญการ (๓) คู่สมรสและบุคคลซึ่งอยู่ในอุปการะของบุคคลใน (๑) และ (๒) เข้ามาในราชอาณาจักรได้ตามจำนวนและกำหนดระยะเวลาให้อยู่ในราชอาณาจักร เท่าที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร แม้ว่าจะเกินอัตราจำนวนหรือระยะเวลาให้อยู่ในราชอาณาจักรตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  10. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๒๖ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวเพียงเท่าที่พระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๒๔ และคนต่างด้าวซึ่งเป็นช่างฝีมือหรือผู้ชำนาญการที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา ๒๕ ได้รับอนุญาตทำงานเฉพาะตำแหน่งหน้าที่การทำงานที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบตลอดระยะเวลาเท่าที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  11. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๒๗ บัญญัติว่า “ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามจำนวนที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร แม้ว่าจะเกินกำหนดที่จะพึงมีได้ตามกฎหมายอื่น ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินเลิกกิจการที่ได้รับการส่งเสริมหรือโอนกิจการนั้นให้แก่ผู้อื่น ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องจำหน่ายที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เลิกหรือโอนกิจการ มิฉะนั้นให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  12. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๓๗ บัญญัติว่า “ผู้ได้รับการส่งเสริมหรือผู้ลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ซึ่งมีภูมิลำเนานอกราชอาณาจักรจะได้รับอนุญาตให้นำหรือส่งเงินออกนอกราชอาณาจักรเป็นเงินตราต่างประเทศได้เมื่อเงินนั้นเป็น (๑) เงินทุนที่ผู้ได้รับการส่งเสริมนำเข้ามาในราชอาณาจักรและเงินปันผลหรือผลประโยชน์อื่นที่เกิดจากเงินทุนนั้น (๒) เงินกู้ต่างประเทศที่ผู้ได้รับการส่งเสริมนำมาลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามสัญญาที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ รวมทั้งดอกเบี้ยของเงินกู้ต่างประเทศนั้น (๓) เงินที่ผู้ได้รับการส่งเสริมมีข้อผูกพันกับต่างประเทศตามสัญญาเกี่ยวกับการใช้สิทธิและบริการต่าง ๆ ในการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และสัญญานั้นได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ในกรณีที่ระยะเวลาใดดุลการชำระเงินต้องประสบความยุ่งยาก จำเป็นต้องสงวนเงินตราต่างประเทศให้มีสำรองไว้ตามสมควร ธนาคารแห่งประเทศไทยจะจำกัดการนำหรือส่งเงินนั้นออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อผลดังกล่าวนั้นก็ได้ แต่จะไม่จำกัดการส่งเงินทุนที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรต่ำกว่าร้อยละยี่สิบต่อปี ถ้าการส่งเงินนั้นกระทำภายหลังที่นำเข้ามาแล้วเป็นเวลาสองปี และจะไม่จำกัดการส่งเงินปันผลต่ำกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีของเงินทุนที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  13. พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ บัญญัติว่า “ในกรณีที่ธุรกิจของคนต่างด้าวซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตเป็นหนังสือให้ประกอบอุตสาหกรรมหรือประกอบการค้าเพื่อส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือตามกฎหมายอื่น เป็นธุรกิจตามบัญชีสองหรือบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้คนต่างด้าวดังกล่าวแจ้งต่ออธิบดีเพื่อขอหนังสือรับรอง เมื่ออธิบดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบความถูกต้องของบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือหนังสืออนุญาตดังกล่าวแล้ว ให้อธิบดีออกหนังสือรับรองโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือหนังสืออนุญาต แล้วแต่กรณี ในกรณีนี้ให้คนต่างด้าวดังกล่าวนั้น ได้รับยกเว้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๒ ตลอดระยะเวลาที่ธุรกิจนั้นได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรมหรือประกอบการค้าเพื่อส่งออก แล้วแต่กรณี การออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด” (ข้อความตามราชกิจจานุเบกษา ตรวจกับวิกิซอร์ซเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙) ↩
  14. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๒๐ บัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควรให้การส่งเสริมแก่ผู้ขอรับการส่งเสริมรายใดแล้ว คณะกรรมการจะกำหนดเงื่อนไขไว้ในบัตรส่งเสริม เพื่อให้ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้นต้องปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องดังต่อไปนี้ด้วยก็ได้ (๑) จำนวนทุนและแหล่งที่มาของทุน (๒) สัญชาติและจำนวนผู้ถือหุ้น (๓) ขนาดของกิจการซึ่งรวมถึงชนิดผลิตภัณฑ์ ผลิตผลหรือการให้บริการ กรรมวิธีการผลิตหรือประกอบ และกำลังผลิตหรือประกอบ (๔) (ยกเลิก) (๕) สัญชาติและจำนวนคนงาน ช่างฝีมือ และผู้ชำนาญการ (๖) การฝึกและใช้กำลังคนในการปฏิบัติงาน (๗) การป้องกันและควบคุมมิให้เกิดผลเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม (๘) ระยะเวลาที่จะต้องเริ่มปฏิบัติตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริม (๙) ระยะเวลาที่จะต้องสั่งซื้อเครื่องจักร (๑๐) ระยะเวลาที่จะต้องนำเครื่องจักรเข้ามาในราชอาณาจักร (๑๑) ระยะเวลาที่จะต้องส่งเครื่องจักรที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรกลับออกไปภายหลังเมื่อใช้งานเสร็จแล้ว (๑๒) การขยายระยะเวลาตาม (๘) (๙) (๑๐) หรือ (๑๑) (๑๓) วันเปิดดำเนินการ (๑๔) การรายงานผลการปฏิบัติงานตามโครงการและการดำเนินงาน (๑๕) การรายงานผลการปฏิบัติงานของช่างฝีมือและผู้ชำนาญการซึ่งเป็นคนต่างด้าวว่าได้ฝึกอบรมให้คนไทยได้รับความรู้ความชำนาญเพียงไร (๑๖) การกำหนดให้ผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลที่ผลิต ประกอบ หรือส่งออก เป็นไปตามมาตรฐานที่คณะกรรมการหรือทางราชการกำหนด (๑๗) การจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลที่ผลิตหรือประกอบหรือการให้บริการ (๑๘) (ยกเลิก) (๑๙) การให้นำเงิน หนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร หลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักประกันอื่นที่คณะกรรมการเห็นสมควร มอบแก่สำนักงานเพื่อเป็นประกันในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด (๒๐) เรื่องอื่นที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การให้การใช้หรือการควบคุมการใช้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  15. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๕๔ บัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมทั้งหมดหรือบางส่วนโดยจะกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้ ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า การที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นมิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ จะสั่งให้สำนักงานเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขภายในเวลาที่กำหนดก่อนก็ได้ แต่เมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้วผู้ได้รับการส่งเสริมยังมิได้แก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้คณะกรรมการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  16. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ มาตรา ๕๕ บัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรสำหรับของที่นำเข้าหรือส่งออกทั้งหมด ให้ถือว่าผู้ได้รับการส่งเสริมไม่เคยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรมาแต่ต้น และให้ผู้ได้รับการส่งเสริมเสียภาษีอากรโดยถือสภาพของของ ราคา และอัตราภาษีอากรที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าหรือส่งออกเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีอากร สำหรับกรณีที่ได้รับลดหย่อนภาษีอากรให้เสียภาษีอากรเพิ่มจากที่ได้เสียไว้แล้วให้ครบถ้วนตามจำนวนเงินภาษีอากรที่จะพึงต้องเสียทั้งหมดเมื่อได้คำนวณตามเกณฑ์เช่นว่านั้น ในกรณีที่คณะกรรมการสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร สำหรับของที่นำเข้าหรือส่งออกบางส่วน ให้ถือว่าผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรมาแต่ต้นเพียงเท่าที่ตนยังคงได้รับสิทธิและประโยชน์อยู่ และให้เสียภาษีอากรตามส่วนที่ได้ถูกเพิกถอนจนครบถ้วน โดยถือสภาพของของ ราคา และอัตราภาษีอากรที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าหรือส่งออกเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีอากร ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องแจ้งขอชำระภาษีอากร หรือภาษีอากรเพิ่มต่อกรมศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่ได้นำของนั้นเข้ามาหรือส่งของนั้นออกไปภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร และต้องชำระ ณ ที่ทำการศุลกากรซึ่งกรมศุลกากรกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มอันจะพึงต้องชำระ ถ้าผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้แจ้งหรือชำระภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้เสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าภาษีอากรที่ต้องชำระโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาแจ้งหรือชำระ แล้วแต่กรณี จนถึงวันที่นำเงินภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มและเงินเพิ่มมาชำระ ซึ่งต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาแจ้งหรือชำระดังกล่าว ถ้ามิได้มีการปฏิบัติเช่นว่านั้นให้ถือว่าของนั้นได้นำเข้ามาหรือส่งออกไปโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร และให้นำกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับ ทั้งนี้ ในการคำนวณเงินเพิ่มดังกล่าวถ้ามีเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของสำนักงานตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง คณะกรรมการจะให้ผู้ได้รับการส่งเสริมเสียเงินเพิ่มภาษีอากรให้แก่รัฐโดยชำระแก่กรมศุลกากรพร้อมกับเงินภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มที่ต้องนำไปชำระตามวรรคสามในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของเงินภาษีอากรหรือเงินภาษีอากรเพิ่มอันจะพึงต้องชำระนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง อีกด้วยก็ได้ แต่เงินเพิ่มภาษีอากรตามมาตรานี้มิให้เกินจำนวนเงินภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มอันจะพึงต้องชำระ และเพื่อให้ได้รับชำระเงินเพิ่มนี้ ให้ถือว่าเงินเพิ่มเป็นเสมือนเงินอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี การนับอายุความตามมาตรานี้ ให้เริ่มนับเมื่อพ้นหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่ง” (ฉบับรวมแก้ไขเพิ่มเติมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สอบทานถ้อยคำกับไฟล์ต้นฉบับเมื่อ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ boi.go.th) ↩
  17. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๙๗/๒๕๕๙ (ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร) จำเลยประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนรองเท้า ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบตามบัตรส่งเสริมโดยมีเงื่อนไขให้ใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก วัตถุดิบที่นำเข้าถูกไฟไหม้โดยจำเลยมิได้ก่อหรือมีส่วนร่วมหรือประมาทเลินเล่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ฝ่าฝืนเงื่อนไขโดยจงใจ เป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จำเลยจะบังคับได้และเป็นการพ้นวิสัย จึงยังไม่เป็นเหตุให้ต้องถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าภาษีอากร ๔,๗๔๓,๘๙๘.๘๙ บาท พร้อมเงินเพิ่ม และศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง (ตรวจจาก deka.supremecourt.or.th ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙) ↩
  18. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๗๘/๒๕๓๓ วินิจฉัยว่าเมื่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมิได้มีคำเตือนตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง แต่ใช้อำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง จึงบังคับตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง และมาตรา ๕๕ วรรคสี่ ไม่ได้ แต่เมื่อผู้ได้รับการส่งเสริมมิได้ชำระภาษีอากรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๕ วรรคสาม ย่อมต้องชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ จัตวา (ตรวจจาก deka.supremecourt.or.th ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙) ↩
  19. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๑๐/๒๕๓๘ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอาศัยอำนาจตามมาตรา ๕๔ สั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่เหลืออยู่ตามบัตรส่งเสริมตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรบางส่วน แม่พิมพ์และวัตถุดิบที่นำเข้าก่อนวันดังกล่าวจึงยังได้รับยกเว้นภาษีอากรตามมาตรา ๕๕ วรรคสอง (ตรวจจาก deka.supremecourt.or.th ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙) ↩
  20. Law on Investment No. 61/2020/QH14 (Viet Nam) adopted 17 June 2020, Article 13 Guarantees for business investment upon changes of laws คำแปลภาษาอังกฤษใน FAOLEX ของ FAO faolex.fao.org/docs/pdf/vie212119.pdf (ตรวจ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙ คำแปลไม่เป็นทางการ) ↩
  21. Kasinka Trading and Another v. Union of India and Another, Supreme Court of India, 18 October 1994, (1995) 1 SCC 274; AIR 1995 SC 874 indiankanoon.org/doc/98342524 ↩
  22. State of Punjab v. M/s Nestle India Ltd. and Another, Supreme Court of India, 5 May 2004, (2004) 6 SCC 465; AIR 2004 SC 4559 indiankanoon.org/doc/994554 ↩
  23. Case C-638/19 P, European Commission v. European Food SA and Others, Court of Justice of the European Union (Grand Chamber), judgment of 25 January 2022 (ข้อเท็จจริงเรื่อง Emergency Government Ordinance No 24/1998 การยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่มีผล ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๕ และคำชี้ขาด ICSID ลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๐๑๓ ตามที่ปรากฏในคำพิพากษา) italaw.com ↩
  24. Howell H. Zee, Janet G. Stotsky and Eduardo Ley, “Tax Incentives for Business Investment: A Primer for Policy Makers in Developing Countries”, World Development 30(9) (2002) 1497–1516, DOI 10.1016/S0305-750X(02)00050-5 (ตรวจกับ Crossref ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙) ↩
  25. Alexander Klemm and Stefan Van Parys, “Empirical evidence on the effects of tax incentives”, International Tax and Public Finance 19(3) (2012) 393–423, DOI 10.1007/s10797-011-9194-8 (ตรวจกับ Crossref และบทคัดย่อของสำนักพิมพ์ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙) ↩
  26. Lon L. Fuller, The Morality of Law, revised edition (New Haven: Yale University Press, 1969) บทที่ ๒ หลักข้อที่ว่าด้วยความคงที่ของกฎหมายตามกาลเวลา (constancy of the law through time) jstor.org/stable/j.ctt1cc2mds ↩

นัดหารือประเด็นทางธุรกิจและกฎหมาย

แจ้งประเภทธุรกรรม ประเทศของคู่สัญญา และกำหนดเวลาสำคัญ เช่น วันลงนามหรือวันโอนเงิน สำนักงานจะตรวจความพร้อมในการรับงานและแจ้งแนวทาง ขอบเขต และค่าบริการก่อนเริ่มงาน กรุณายังไม่ส่งเอกสารลับจนกว่าสำนักงานจะยืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน

ติดต่อสำนักงาน

โทรศัพท์
+66 81 654 5922
อีเมล
contact@eksiamlegal.com
สำนักงาน
บริษัท เอกสยาม แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
300/90 ถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10240
คิวอาร์โค้ดสำหรับเพิ่มบัญชี LINE Official ของสำนักงาน
LINE Official Accountส่งรายละเอียดเบื้องต้นของเรื่องถึงสำนักงานผ่าน LINE
เปิดในแอป LINE
คิวอาร์โค้ดสำหรับติดต่อสำนักงานทาง WhatsApp
WhatsAppสำหรับลูกความและคู่ค้าที่อยู่ต่างประเทศ
เปิดใน WhatsApp